ฟรี ร้านค้า ออนไลน์ 54.146.98.143 : 24-05-19 22:33:30   
หน้าแรก siam-shop.com ค้นหาร้านค้าสมาชิก
ชื่อสินค้า  
    หมวดสินค้าของเรา            
  
 
Notebook
กระเป๋า
กล้องถ่ายรูป
กวดวิชา ติวเตอร์ ฝึกอบรม
การเกษตร
การเงิน&บัญชี
ก่อสร้าง
ของที่ระลึกจากภาพยนตร์
ความงามและสุขภาพ
คอมพิวเตอร์
จตุคาม
จักรยาน&จักรยานยนต์
ตกแต่ง ซ่อมแซม
ตั๋ว&บัตร
ตุ๊กตา&ของเล่น
ที่ดิน
ที่พัก โรงแรม รีสอร์ท
ท่องเที่ยว
ธนบัตร&เหรียญ ของสะสม
นวนิยาย
บริการถ่ายภาพ
บ้าน
ประกันภัย&ประกันชีวิต
พระ
รถ รถตู้ให้เช่า
รถยนต์ ประดับยนต์
ล้อแม็กรถยนต์
วัตถุมงคล
สัตว์เลี้ยง
สำนักงาน
สินค้า หรือ บริการทั่วไป
หนังสือ
หนังสือการ์ตูน
หนังสือคอมฯ
หนังสือออกใหม่
ห้องซ้อมดนตรี
ห้องพัก หอพัก
อาคารชุด
อาคารพานิชย์
อินเตอร์เนต
อุปกรณ์ เครื่องเขียน แบบเรียน
อุปกรณ์กีฬา
อุปกรณ์ต่อพ่วงคอมพิวเตอร์
อุปกรณ์และของใช้ในบ้าน
เกมส์
เครื่องดนตรี กีตาร์ กลอง
เครื่องดนตรี คีย์บอร์ด เปียนโน
เครื่องถ่ายเอกสาร
เครื่องประดับ
เครื่องใช้ไฟฟ้า
เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย
โชว์ การแสดง
โต๊ะ เก้าอี้
โทรศัพท์&อุปกรณ์เสริม
โทรสาร
โน๊ตเพลง

  สปอนเซอร์ของเรา
   
   
   

ไฮโซ”คว้าไมค์ ด้วยใจ หรือ หน้าตา  

 
ไฮโซ”คว้าไมค์ ด้วยใจ หรือ หน้าตา
 
“ไฮโซ” คว้าไมค์ “ด้วยใจ” หรือ “หน้าตา”
โดย ผู้จัดการรายวัน 15 มิถุนายน 2550 09:28 น.


คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น





ไม่ว่าจะหยิบจับงานอะไรก็ดูเหมือนจะกลายเป็นที่จับตาไปซะทั้งหมดสำหรับเหล่าคนที่ถูกเรียกว่า "ไฮโซ" ทั้งหลาย
       
       โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับแวดวงของวงการบันเทิง
       เหตุผลหลักคงจะเป็นเพราะการที่หลายต่อหลายคนที่เข้ามาสู่แวดวงมายาเหล่านี้ มักจะไม่ได้มาเพราะ "ใจสั่ง" และไร้ซึ่งพื้นฐานในงานนั้น
       
       หากแต่มาเพราะความต้องการสร้าง "ราคา" ให้กับตนเองเสียมากกว่า
       .....
       
       นับตั้งแต่สมัยโบราณนานมา การที่ลูกหลานในปกครองของบ้านไหน ประสงค์อยากจะเดินก้าวเข้าสู่แวดวงของศิลปินนักร้อง นักดนตรีนั้น ปู่ย่าตายาย ญาติผู้ใหญ่ทั้งหลายเป็นต้องส่ายหัวไม่เห็นด้วย พร้อมๆ กับเปรยถึงอาชีพศิลปินนักร้อง นักดนตรีไว้อย่างหยันๆ ว่า "พวกเต้นกิน รำกิน"
       
       จนกระทั่งยุคสมัยล่วงเลยผ่านมา เด็กเหล่านั้นเติบโตมาพร้อมกับการทิ้งความฝันในวัยเยาว์ไปประกอบสัมมาอาชีพอื่น ในยุคสมัยที่ นักร้อง นักดนตรีกลุ่มหนึ่ง ไม่ได้เต้นรำ เพื่อประทังชีวิตอีกต่อไปแล้ว
       
       จากสมัยที่อาชีพศิลปินนักร้องเริ่มประสบทั้งความสำเร็จด้านชื่อเสียงและรายได้ มาจนถึงยุคที่ผลงานของพวกเขาเริ่มถูกเบียดบังด้วยเทคโนโลยีและความมักง่ายของผู้ฟัง แม้วงการเพลงจะไม่ได้เป็นพื้นที่ทำเงินให้กับผู้ที่อยู่ด้านในอีกต่อไปแล้ว แต่สำหรับคนกลุ่มหนึ่ง ที่มีหน้าตาทางสังคม และนามสกุลซึ่งเป็นที่รู้จักในวงกว้าง หรือที่มีคำจำกัดความว่า พวกเขาคือ “ไฮโซ” กลับหันมาสนใจวงการเพลงที่ศิลปินหลายคนกำลังเอือมระอามากขึ้น
       
       การปรากฎตัวของไฮโซในวงการเพลง มีเกิดขึ้นมายาวนานแล้ว ตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่เพลงตลาดของค่ายใหญ่กำลังทำรายได้กอบโกยเงินทองเข้าสู่กระเป๋ากันเป็นว่าเล่น ท่ามกลางกระแสเพลงตลาดที่ต้องใช้ทุนประชมสัมพันธ์หนา ก็มีงานเพลงอิสระ ไร้สังกัด ที่บรรดาผู้มีอันจะกินอยู่แล้ว แหวกกระแสสร้างสรรค์ขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งทางเลือก นับตั้งแต่ ธรรมดา...มันเป็นเรื่องธรรมดา อัลบั้มชุดแรกของเพชร โอสถานุเคราะห์ เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ซึ่งถือเป็นการทำงานเพลงตามใจตัวเอง ผุดมุดช่องว่างเล็กๆ ของกระแสตลาดขึ้นมา เพลงเต้นแสนสนุกอย่าง ดิ้นกันไหมลุง ถือว่าทั้งแปลกทั้งใหม่สำหรับสังคมที่บริโภคแต่เพลงรักอกหักฟูมฟายเป็นอย่างมาก
       
       แต่ใครเลยจะคิดว่า เพลงช้าในอัลบั้มอย่าง “เพียงชายคนนี้(ไม่ใช่ผู้วิเศษ)” จะได้รับความนิยมต่อเนื่องยาวนาน มาจนถึงสมัยนี้!
       .....
       
       ในความรู้สึกอึดอัด
       
       วลี “ไฮโซร้องเพลง” ไม่ได้เพิ่งถือกำเนิดขึ้นมา หากแต่มีมายาวนานแล้ว และเพชรก็เป็นบุคคลแรกๆ ที่ถูกตีตราด้วยคำกล่าวนี้ ถึงจะเว้นวรรควงการเพลงไปนานกว่า 20 ปี แต่แล้วในที่สุด เพชรก็กลับมาออกอัลบั้มที่เขาภาคภูมิใจ
       
       เพชร บอกว่า เขาไม่ปฏิเสธเรื่องความรวย และมองว่าเงินทองเป็นหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ศิลปินสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่อยู่ในห้วงปรารถนาได้
       
       “เผอิญเคยมีบางคนมองงานของผมว่า เป็นอีกโปรเจคหนึ่งที่เป็นของเล่นของคนรวย รวยถึงทำได้ ผมว่าศิลปิน ผู้กำกับที่มาร่วมงานกับผม พวกเขาไม่ได้มองผมเช่นนั้น ไม่งั้นเขาคงไม่เล่นด้วยแน่นอน เขาแทบมาทำให้ฟรีเลย เขาคงเชื่อถืออะไรบางอย่างในตัวเรา อาจเห็นว่าเราเป็นศิลปิน ส่วนเรื่องรวยมันก็ดี เดอะ บีทเทิลส์ ไม่รวยเหรอ มาดอนน่าไม่รวยเหรอ เขาก็ไม่หยุดการสร้างสรรค์ อย่าง เดอะ บีทเทิลส์ ก็มีหนังดีๆ อย่างหนังเอนิเมชั่น เรื่อง “เยลโลว์ ซับมารีน” ที่คลาสสิกมากเลย ตอนนั้นพวกเขาก็รวยมากแล้วจึงทำได้ ไม่ต้องสนใจอะไรแล้ว การ์ตูนก็สุดเซอร์ ก้าวหน้าเลย ถ้าไม่มีตังค์จะทำได้เหรอ ผมก็เอามาใช้ ทำเงินให้เป็นประโยชน์ ไม่ได้ทำเพื่ออยากดังหรือว่าอะไร ทำเพื่ออยากมีผลงาน”(นิตยสาร way เล่มที่ 8)
       
       ถัดจากนั้นก็มีบรรดาผู้มีชาติตระกูล หันมาทำงานเพลงในแบบฉบับของตัวเองมากขึ้น ทั้ง จุ๊บ-วุฒินันท์ ภิรมย์ภักดี นักธุรกิจเจ้าของผลิตภัณฑ์ตราสิงห์ ที่หันมาใช้เวลาส่วนหนึ่งไปกับการทำงานเพลงช้าฟังสบายของตัวเอง , น้อย-กฤษดา สุโกศล แคลปป์ กับ สุกี้-กมล สุโกศล แคลปป์ สองพี่น้องทายาทของ กมลา สุโกศล แคลปป์ผู้ก่อตั้งโรงแรมสยาม ซิตี้ ซึ่งน้อยและสุกี้ได้ร่วมกับเพื่อนออกอัลบั้มในนามวงพรู, บุรินทร์ บุญวิสุทธ์ ไฮโซหนุ่ม กรรมการบริหารบริษัทโตโยต้าในมาดนักร้องนำของวงกรู๊ฟ ไรเดอร์
       
       สำหรับค่ายใหญ่อย่างอาร์เอส โปรโมชั่น ก็มีพื้นที่สำหรับไฮโซที่สนใจงานเพลงได้แสดงฝีมือเช่นเดียวกัน ทั้ง ดัง-พันกร บุญยะจินดา ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของ พล.ต. เอก พจน์ บุญยะจินดา , ฝน-วิรุฬกานต์ กฤตบุญยาลัย ลูกสาวคนโตของดารุณี กฤตบุญยาลัย ไฮโซคนดังในวงการบันเทิง และล่าสุดกับ อิ๊ป-ยุพาพักตร์ วัชราภัย ลูกสาวคนสวยของอัมพรพิมพ์ วัชราภัย ไฮโซชื่อดังอีกหนึ่งคนของบ้านเรา
       
       สาวเจ้าของอัลบั้มแรกที่ชื่อเดียวกับตัวเองว่า IP เผยว่า เธอไม่ได้รู้สึกอะไรกับวลี “ไฮโซร้องเพลง” เพราะถึงอย่างไรการได้ทำงานที่เธอรักและชอบ ก็ดีกว่าการเป็นคนมีนามสกุลดังที่อยู่ไปวันๆ โดยไม่ทำอะไร
       
       “เฉยๆ ค่ะ เพราะอิ๊ปเชื่อในคุณค่าของคน ถ้าเราอยู่ไปวันๆ โดยไม่ทำอะไร ชีวิตก็ไม่มีค่า อิ๊ปจะไม่ภูมิใจในตัวเองเลย ที่สำคัญโอกาสในชีวิตของคนเราไม่เหมือนกัน บางคนต้องขวนขวายเพื่อให้ได้มาซึ่งโอกาส บางคนเมื่อมีโอกาสก็คว้าไว้ แต่สำหรับอิ๊ป อิ๊ปวิ่งหาโอกาสนั้น การเป็นนักร้องเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ ดังนั้น อิ๊ปจึงตั้งใจและทุ่มเทเต็มที่”
       “ยอมรับว่า คุณแม่ (อัมพรพิมพ์ วัชราภัย) สนับสนุน แต่คุณแม่จะไม่ช่วยเลย ถ้าเราไม่ชอบ ไม่มีความสามารถ หรือคนที่เราทำงานด้วยบอกว่า ทำไม่ได้ แต่อิ๊ปว่าแม่ใครๆ ก็เป็นแบบนี้ ถ้าลูกชอบและทำได้ แม่ทุกคนก็ต้องสนับสนุน”
       
       เช่นเดียวกับ นักร้องสาวทางฝั่งแกรมมี่ อย่าง “มิ้น-อรรถวดี จิรมณีกุล” นักร้องสาวไฮโซอีกคนของวงการ ที่ยอมรับว่า เฉยๆ กับคำว่า “ไฮโซร้องเพลง” ที่ใครๆ ยัดเยียดให้ พร้อมทั้งเผยว่า รู้สึกท้อมากที่ช่วงแรกสังคมตั้งแง่ มองการออกเทปของเธอในแง่ลบ
       
       “เฉยๆ ค่ะ ไม่บวก ไม่ลบ อยากให้ทุกคนรู้ว่า ที่มาอยู่ตรงนี้ได้ เพราะความสามารถของเราเอง ต้องผ่านขั้นตอนทุกอย่างเหมือนนักร้องคนอื่นๆ”
       
       “มิ้นท์ยอมรับว่า สิ่งที่ยากที่สุดในการเป็นนักร้องของมิ้นท์คือ การยอมรับค่ะ โดยเฉพาะในอัลบั้มแรก การที่คุณพ่อ (สุทิน จิรมณีกุล) คุณแม่ (สุชัญญา ธนาลงกรณ์) เป็นที่รู้จักในสังคม ทำให้ถูกมองในแง่ลบ ถึงขนาดตั้งเป็นกระทู้ ตอนนั้นเพิ่งจะ18 ใฝ่ฝันจะร้องเพลงมาก ในชีวิตไม่เคยเจออะไรแรงขนาดนี้ ทำให้รู้สึกว่าทำไมไม่ให้โอกาสเราบ้าง ไม่มีใครรู้หรอกว่า มิ้นท์ตั้งใจ ทุ่มเท และทำงานหนักขนาดไหน”
       
       ในช่วงที่วงการเพลงไทยเริ่มมีปัญหาสะดุดติดในเรื่องยอดขาย รายได้ที่มาจากการผลงานที่ลดลง จึงทำให้ศิลปินหลายคนเริ่มหันไปมองหาอาชีพหลักอย่างอื่น แต่สำหรับบรรดาไฮโซ ผู้ที่พอจะมีเงินทองใช้จ่ายจากธุรกิจในครอบครัวบ้าง การหันมาเดินตามความฝันบนถนนเส้นนี้ จึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังเหมือนใครๆ
       ...
       
       สิ่งที่อยากระบาย
       
       “เต้-สันต์ ภิรมย์ภักดี” เป็นอีกหนึ่งคน ที่หันมาทำความฝันในเรื่องของการทำงานเพลง ซึ่งเขาเผยว่ามันเริ่มมาตั้งแต่เด็ก ให้เป็นความจริง เต้มุ่งมั่นที่จะเดินบนเส้นทางนี้มาตลอด หากทว่าโอกาสและจังหวะยังไม่ลงตัว จนกระทั่งวันหนึ่ง ที่เขาได้มารู้จักกับกลุ่มคนดนตรีที่ใช้ชื่อว่า “กรุงเทพ มาราธอน”
       
       “ทางวงกรุงเทพมาราธอน เขาไม่มีนักร้อง เขาก็ต้องการหานักร้องเหมือนกัน เมื่อก่อนนี้กรุงเทพมาราธอน เคยออกมาแล้วหนึ่งอัลบั้ม เป็นซิงเกิล แล้วก็มีเพลงร้องเพลงหนึ่ง หลังจากนั้นนักร้องก็หายไปไหนไม่รู้ เขาก็หานักร้องมาตลอด แต่ยังไม่ถูกใจสักที”
       
       “น้องๆ เขาบอกว่าจริงๆ เพลงบรรเลงมันก็สนุก แต่มันไม่สามารถที่จะสื่อความรู้สึกเข้าไปได้เหมือนที่มีนักร้อง เพราะว่าเพลงบรรเลงอย่างเดียวคนฟังอาจจะฟังเพลิน แต่เขาไม่รู้ว่าเพลงนี้ต้องการสื่อถึงอะไร ดนตรีนี้ต้องการบอกอะไร สิ่งที่จะมาเติมเต็มให้พวกเขามากกว่าก็คือการมีนักร้อง นั่นคือที่มาที่ไปของวง ที่ได้มาเจอน้องกลุ่มนี้”
       
       เต้บอกว่า ชื่อเสียงและนามสกุลของเขา ไม่มีผลใดใดทั้งสิ้น สำหรับวงการเพลง เพราะครั้งแรกที่ไปทดสอบน้ำเสียงกับวง นักดนตรีทั้งสามไม่รู้จักแม้แต่น้อยว่า เขาเป็นใคร
       
       “ตอนแรกพวกเขาไม่รู้จักผมหรอกครับ คือพวกเขาเป็นนักดนตรีกันจริงๆ อย่างปาย(มือกีตาร์) เขาก็มารู้ตอนหลัง ที่เขาไปเซิร์ทชื่อผมในกูเกิ้ล ก็เลยมารู้ทีหลัง ตอนแรกไม่มีใครรู้ อย่างนะ(มือเบส) เขาก็ไม่ค่อยได้ดูทีวีเท่าไร ก็เป็นอะไรที่แปลกดีเหมือนกัน”
       
       จากความกังวลคำครรหาในเรื่องของนามสกุล กรุงเทพมาราธอนจึงตัดสินใจที่จะปล่อยผลงานเพลงออกไปให้คนฟัง ก่อนที่จะเปิดเผยตัวจริงของสมาชิกในวง โดยเฉพาะนักร้องนำ
       
       “อย่างที่ผมเคยพูดเอาไว้เสมอนะครับว่า ผมไม่ได้อยากให้คนมาชอบผมเพราะว่า ผมเป็นใคร ผมอยากให้คนชอบเพลงของผมมากกว่า ชอบเพลงของผมก่อน ก่อนที่จะมารู้ว่านักร้องเป็นใคร ตอนนั้นสิ่งที่เราทำก็คือ เราไม่ได้บอกว่านักร้องของวงกรุงเทพมาราธอนคือใคร เพียงแต่ว่าเราปล่อยเพลงไปตามคลื่นวิทยุต่างๆ แล้วก็ให้มันเป็นกระแสที่คนเขาชอบกันเอง แล้วเขาก็เลือกกันเอง แล้วเพลงก็ติดคลื่นวิทยุ ติดตามชาร์ตของหลายๆ คลื่น”
       
       “ตอนหลังทางรายการของคุณมดดำทาง EFM เขาอยากจะบอกมาก ก็เลยถามมาว่าบอกได้หรือยัง ตอนหลังเขาก็เลยบอก คนก็เลยรู้ว่านักร้องวงกรุงเทพมาราธอนคือใคร”
       เต้ยอมรับว่า สาเหตุที่ต้องปกปิดตัวตนไว้ในทีแรก เพราะเขาคาดเดาไว้แล้ว ว่าจะต้องถูกประทับตราด้วยวลีสุดฮิต “ไฮโซอยากร้องเพลง” แน่นอน
       
       “สิ่งที่ผมไม่เปิดเผยในตอนแรก เป็นเพราะว่าผมรู้ว่าผมต้องโดนแน่ๆ ไฮโซอยากร้องเพลง การที่ผมจะลบล้างคำว่า ไฮโซอยากร้องเพลงได้ คุณต้องชอบเพลงของผมนะ ไม่ใช่ชอบที่ตัวผม หรือคุณไม่รู้ว่าผมคือใคร แต่ว่าคุณชอบในสไตล์การร้อง ชอบในดนตรีที่เราต้องการจะนำเสนอ ชอบในสิ่งที่เราจะพรีเซนต์ให้คุณฟังก่อน ถึงค่อยมารู้ว่านักร้องเป็นใคร”
       
       ถึงแม้จะโดนคำกล่าวนี้มาบ่อยจนชิน แต่เต้ก็ยอมรับว่า เขาเบื่อมากกับคำว่า “ไฮโซร้องเพลง” พร้อมทั้งบอกว่า เขาไม่เคยคิดว่า คำดังกล่าวเป็นคำชมแต่อย่างใด และอยากให้สังคมช่วยจำแนกคำว่า “ไฮโซ” ออกให้ชัดเจนด้วย
       
       “เบื่อครับ จริงๆ แล้วถาม ไฮโซ นี่จริงๆ แล้วมันมองได้หลายด้านนะครับ คำว่า ไฮโซ นี่ผมบอกได้เลยว่า คำจำกัดความมันเยอะมากเลย ซึ่งจริงๆ ผมเชื่อว่า คำว่า ไฮโซ ในความคิดของผม มันไม่ใช่คำชม ผมไม่ได้มีอคติกับคำว่า ไฮโซ เพียงแต่ว่า คำว่า เฮ้ย ไฮโซอยากร้องเพลงเว้ย มันฟังดูเหมือนมันไม่ใช่คำชม คือคำว่าไฮโซมันแบ่งออกมาได้เยอะแยะนะครับ ถ้าจะบอกว่าผมเป็นไฮโซ คนที่เป็นไฮโซคือคนที่หาเงินเองได้ ทำงานเก่ง ประสบความสำเร็จในชีวิต มีเงินเยอะ แล้วก็อาจจะใช้ของแพง แต่เงินที่หามันเป็นของคุณ คุณจะใช้ของแพงก็เรื่องของคุณ อันนี้ไม่เป็นไร ผมยอมรับได้ว่าผมเป็นไฮโซ”
       
       “แต่ถ้าบอกว่าไฮโซคือคนที่ออกไปสังสรรค์ตามงานต่างๆ แต่ว่าไม่มีงานทำ ใช้เงินพ่อแม่ตลอดเวลา เที่ยวเล่นไปวันๆ อย่างนั้นผมยอมรับไม่ได้ เพราะว่าผมไม่ใช่คนอย่างนั้น มันตีความได้มากมายคำว่าไฮโซ ไม่ใช่แค่ว่าคุณเกิดมาในตระกูลที่ดีแล้ว คุณจะมีความฝันบ้างไม่ได้ มันไม่เกี่ยว เพราะฉะนั้นตัดไปได้เลยคำว่า ไฮโซอยากร้องเพลง ผมบอกได้เลยว่า มันไม่ใช่ทุกคนจะร้องได้ คุณมีตังค์ล้นฟ้า ถ้าคุณไม่รักในการร้องเพลง คุณไม่ชอบในสิ่งที่คุณทำ หรือว่าคุณแค่อยากจะดังอย่างเดียว คุณทำไม่ได้หรอก มันไม่เหมือนกัน มันต้องดูที่ผลของงานด้วย มันต้องดูปัจจัยหลายๆ อย่าง ไม่ใช่ดูที่ว่า เออ เขามีตังค์แล้วก็อยากร้องเพลงแค่นั้น”
       
       เต้ย้ำว่า ตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน เขาคลุกคลีอยู่กับดนตรีมามากพอที่จะทำงานเพลงเป็นของตัวเองได้ พร้อมทั้งบอกว่า คนทุกคนย่อมมีความฝันลึกๆ ที่อยากจะทำให้เป็นจริงด้วยกันทั้งนั้น
       
       “ผมมองอย่างนี้ครับ คือผมไม่ได้ว่าอะไรใครนะครับ เพียงแต่ว่าผมอยากจะบอกว่า ผมนี่คือคนๆหนึ่ง ที่ผ่านเพลงมาตั้งแต่เด็กจนโต โดนปลูกฝังในเรื่องเพลงมาตั้งแต่เด็ก แล้วที่ผมเป็นผมในทุกวันนี้ได้ก็เพราะผมฟังเพลง มันคือสิ่งที่ผมชอบ มันคือตัวผม จะมาบอกว่าผมอยากทำ เพราะว่าหาเงินไม่ได้ หรือว่าอย่างนู้นอย่างนี้ มันไม่ใช่ ผมถือว่าการทำเพลง ไม่ได้ทำผิดอะไร อาชีพร้องเพลงเป็นอาชีพที่ถูกกฎหมายอาชีพหนึ่ง เราอยากจะทำอะไรก็ได้ชีวิตเรา เราสามารถเลือกได้ว่าเราอยากจะทำอะไร ไม่ใช่ว่าถ้าคุณทำธุรกิจคุณต้องทำธุรกิจอย่างเดียวมันไม่ใช่ คุณมีความฝันอะไรไหมล่ะ สมมุติอย่างคุณเป็นนักหนังสือพิมพ์ แต่คุณชอบวาดรูป มันก็เป็นสิทธิของคุณที่คุณจะทำใช่ไหมครับ ผมคิดว่าผมฟังเพลงมาเยอะพอ แล้วรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ผมว่าศิลปินบางคนอาจจะฟังเพลงน้อยกว่าผมเสียอีกนะครับ เพราฉะนั้นตัดประเด็นนั้นออกไปได้เลยว่า เป็นไฮโซมาร้องเพลง เพราะอยากดังอะไรต่างๆ”
       ...
       
       จากใจหรือหน้าตา
       
       ในฐานะนักร้องนำของวง เขาอยากให้ลองฟังก่อนที่จะวิพากษ์วิจารณ์ เต้มั่นใจว่ากรุงเทพ มาราธอน คืออีกหนึ่งทางเลือกที่ต่างไปจากเพลงตลาดมากกว่าความเป็นไฮโซอย่างที่หลายคนคิดกัน
       
       “มันไม่ใช่ไฮโซนะครับ เพลงของกรุงเทพมาราธอนมันก็ไม่ได้มีความเป็นไฮโซ มันไม่ได้มีอะไรบ่งบอกเลย เพลงของผมถ้าได้ลองฟังดู จะรู้ว่ามันมีลูกเล่นในเพลงที่ค่อนข้างจะใหม่มากๆ ไม่ว่าจะเป็นตัวซาวน์และเรื่องการร้องต่างๆ มันค่อนข้างจะใหม่มาก มันไม่ได้มีเหมือนเพลงตลาด แต่จะบอกว่าที่มีอยู่ในตลาดก็ไม่ใช่ สิ่งที่มีอยู่ในตลาดมันก็เป็นสิ่งที่ดี เพียงแต่มันคือสิ่งที่ผมชอบ มันคือสิ่งที่เรารู้สึกว่าเราชอบแบบนี้ การทำเพลงของเรามันเป็นอะไรที่อิสระจริงๆ มันเป็นความสนุกที่เรา 4 คนร่วมกันใส่เข้ามาในเพลง ไม่ใช่ว่าผมจะต้องทำเพลงแนวนี้ หรือมีค่ายบอกให้ทำเพลงแนวนี้ ห้ามล้ำเส้นนะ แต่ของผมมันเป็นฟรีสไตล์ มันเป็นอะไรที่อิสระมากๆ ฉะนั้นเพลงแต่ละเพลง มันอาจจะมีความเป็นร็อคสูง แต่ว่าในความเป็นร็อคมันก็จะมีบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นป็อบ อาร์แอนด์บี หรือว่าโซล ซ่อนอยู่ในนั้นด้วยครับ”
       
       ทางด้าน เพชร โอสถานุเคราะห์ ยอมรับตรงๆ ว่า เขาหวังเรื่องคนฟังมากกว่ายอดขาย ถึงอัลบั้มชุดนี้ของเขาจะทำด้านมาร์เกตติ้ง แต่เป็นการตลาดที่ต้องการคนเสพเพลงที่แท้จริงเท่านั้น
       
       “จริงๆ ผมก็ทำมาร์เกตติ้ง เพราะอยากได้คนฟัง แต่เป็นคนฟังที่มีคุณภาพ คนฟังที่เข้าถึงงานของผมจริงๆ แต่ไม่รู้ว่าพวกนี้อยู่ที่ไหน ทำงานมาทั้งที ก็ไม่อยากให้คนเข้าถึงแค่ 5-6 คน คือเพื่อนฝูงก็รู้กันอยู่แล้วล่ะ ก็ต้องมีการตลาดนิดหน่อย แต่ในที่สุดแล้ว สมมุติเราทำไปขนาดนี้ ได้คนมาแค่นี้ก็โอเคกับมัน คนเข้าถึงได้แค่นี้ก็ไม่เป็นไร คราวที่แล้วมันก็เป็นแบบนี้”
       
       “คือผมไม่ต้องการยอดขาย แต่ศิลปินทุกคนต้องการให้คนชื่นชมผลงานของเรา การเผยแพร่ผลงาน ตั้งแต่ต้นทำมาผมก็รู้ว่าไม่ใช่สำหรับแมส(Mass) คราวที่แล้วยอดขายก็ไมได้ใหญ๋โตเมื่อเทียบกับคนอื่น แต่เมื่อย้อนมาดูเราก็เริ่มรู้แล้วว่า พวกนี้คือใคร เพราฉะนั้นคนฟังในคราวที่แล้ว รวมถึงในคราวนี้ด้วย ถึงมันจะน้อย แต่มันจะเป็นคนที่มีหัวคิดทันสมัย คนที่เก๋เท่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งเราไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน”(นิตยสาร way ฉบับที่ 8)
       
       ปัญหาในเรื่องของรายได้จากยอดขาย อาจไม่ใช่สิ่งที่ต้องนำมาครุ่นครวญอีกต่อไป สำหรับคนทำงานเพลงกลุ่มนี้ แต่หากใครจะมองว่าในปัจจุบันเป็นยุคของการเปลี่ยนถ่ายจากระบบเทป คลาสเซท แผ่นซีดี เป็นระบบไฟล์เพลงดิจิตอล รายได้จากยอดขายที่สาบสูญ มองอีกมุมหนึ่ง มันอาจคือการแปลงแปรจากระบบพ่อค้าเสียงเพลงอันฉาบฉวย ไปสู่ คนทำงานที่รักและหลงใหลเสียงดนตรีจากจิตวิญญาณซึ่งไม่จำเป็นต้องหวังมุ่งไปที่เรื่องการตลาดอย่างเดียว ก็เป็นได้
       
       เรื่องโดย "เวสารัช โทณผลิน"

   
   
 
 
แสดงความเห็นต่อบทความนี้
User :
Pass :
ลืมรหัสผ่าน

 
 
© Copyright 2007 SIAM-SHOP.COM All Rights Reserved.