ฟรี ร้านค้า ออนไลน์ 54.198.134.104 : 26-04-18 0:55:33   
หน้าแรก siam-shop.com ค้นหาร้านค้าสมาชิก
ชื่อสินค้า  
    หมวดสินค้าของเรา            
  
 
Notebook
กระเป๋า
กล้องถ่ายรูป
กวดวิชา ติวเตอร์ ฝึกอบรม
การเกษตร
การเงิน&บัญชี
ก่อสร้าง
ของที่ระลึกจากภาพยนตร์
ความงามและสุขภาพ
คอมพิวเตอร์
จตุคาม
จักรยาน&จักรยานยนต์
ตกแต่ง ซ่อมแซม
ตั๋ว&บัตร
ตุ๊กตา&ของเล่น
ที่ดิน
ที่พัก โรงแรม รีสอร์ท
ท่องเที่ยว
ธนบัตร&เหรียญ ของสะสม
นวนิยาย
บริการถ่ายภาพ
บ้าน
ประกันภัย&ประกันชีวิต
พระ
รถ รถตู้ให้เช่า
รถยนต์ ประดับยนต์
ล้อแม็กรถยนต์
วัตถุมงคล
สัตว์เลี้ยง
สำนักงาน
สินค้า หรือ บริการทั่วไป
หนังสือ
หนังสือการ์ตูน
หนังสือคอมฯ
หนังสือออกใหม่
ห้องซ้อมดนตรี
ห้องพัก หอพัก
อาคารชุด
อาคารพานิชย์
อินเตอร์เนต
อุปกรณ์ เครื่องเขียน แบบเรียน
อุปกรณ์กีฬา
อุปกรณ์ต่อพ่วงคอมพิวเตอร์
อุปกรณ์และของใช้ในบ้าน
เกมส์
เครื่องดนตรี กีตาร์ กลอง
เครื่องดนตรี คีย์บอร์ด เปียนโน
เครื่องถ่ายเอกสาร
เครื่องประดับ
เครื่องใช้ไฟฟ้า
เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย
โชว์ การแสดง
โต๊ะ เก้าอี้
โทรศัพท์&อุปกรณ์เสริม
โทรสาร
โน๊ตเพลง

  สปอนเซอร์ของเรา
  เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 
  Mobile Phone Case 
  งาน handmade 

วิธีการคำนวนในการเสียค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่กรมที่ดิน  

 
วิธีการคำนวนในการเสียค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่กรมที่ดิน
 

วิธีการคํานวณค่าใช้จ่ายในการโอน

 การคํานวณคาใช้จ่ายในการโอนที่กรมที่ดินจะต้องแยกออกเป็ น 3 ส่วน โดยส่วนแรกเรียกว่า ค่าธรรมเนียมในการโอนส่วนที่สองเรียกว่า ภาษีธุรกิจเฉพาะหรืออากรแสตมป์ ส่วนที่สามเรียกว่า ภาษีเงินได้ ซึ่งใครจะออกส่วนไหนก็แล้วแต่ตกลงกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายโดยก่อนอื่นเราจะต้องรู้ราคาประเมินของทรัพย์สิน(ซึ่งเปิดอ่านได้จากวิธีการคิดราคาประเมินทรัพย์สินของกรมที่ดิน)ดูรายละเอียดได้ที่  http://www.lovethaihome.com/documents/Transfer_Fee_Calculation_dol.pdf เมื่อได้ราคาประเมินแล้วก็ต้องตกลงเรื่องราคาซื้อขายด้วย เพื่อจะเอาราคาทั้งสองมาคํานวณคาใช้จ่ายในการโอน สมมติวาราคาประเมินอยู่ที 3,000,000 บาท และราคาซื้อขายอยูที่4,000,000 บาท ก่อนเอามาคํานวณ

ต้องดูลักษณะการได้มาของผ้ขายว่าได้มาอย่างไร เช่นได้มาจากการซื้อ,ได้มาจากการรับมรดก หรือได้มาจากการรับให้โดยเสน่ห์หาและได้มานานเท่าไร จากนั้นเรากเริ่มคิดแยกออกเป็ น 3 ส่วนดังนี้

1. ค่าธรรมเนียมในการโอน โดยทางเจ้าหน้าที่จะคิด 2% ของราคาประเมินของกรมที่ดิน สมมติว่าราคาประเมินอยู่ที่ 3,000,000 บาท ก็เอา3,000,000 x 2% = 60,000 บาท

หมายเหตุ ทางเจ้าหน้าที่ของกรมที่ดินจะคิดตามราคาประเมินของกรมที่ดินเท่านั้น โดยไม่สนใจว่าผู้ซื้อผู้ขายจะตกลงราคาซื้อขายกันเท่าไร

2. ภาษีธุรกิจเฉพาะหรืออากรแสตมป์โดยทางเจ้าหน้าที่จะคิดจากราคาประเมินของกรมที่ดินหรือราคาซื้อขาย ราคาตัวไหนสูงกว่าคิดตัวนั้น สมมติว่าราคาประเมินอยู่ที่ 3,000,000 บาท และราคาซื้อขายอยู่ที่4,000,000 บาท ในกรณีนี้ราคาซื้อขายสูงกว่าราคาประเมิน ก็เลยต้องนําเอาราคาซื้อขายมาคิด ก็คือ 4,000,000 บาท นั่่นเอง

- การเสียภาษีธุรกิจเฉพาะทางเจ้าหน้าที่จะคิด3.3 % จะคิดจากราคาประเมินของกรมที่ดินหรือราคาซื้อขายราคาตัวไหนสูงกว่าคิดตัวนั้น ทางผู้ขายจะเสียภาษีธุรกิจเฉพาะกต็อเมื่อได้ทรัพย์สินมาถือครองไม่ครบ 5 ปี บริบูรณ์แล้วขายออกไป ตัวอย่างเช่น ได้ทรัพย์สินมา เมื่อวันที่14 .. 53 ถ้าจะไม่ให้เสียภาษีธุรกิจเฉพาะต้องโอนหลังวันที่14 .. 58 เป็นต้นไป ถ้าโอนก่อนวันที่14 .. 58 จะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ หรือกรณีที่ผู้ขายจดทะเบียนซื้อในนามนิติบุคคลไมว่าจะได้มานานเท่าไรก็ตามก็จะต้องเสียเป็นภาษีธุรกิจเฉพาะ

ข้อยกเว้นในกรณีที่ผู้ขายได้ทรัพย์สินมาไม่ครบ5 ปี บริบูรณ์ แล้วไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

A. ถ้าผู้ขายมีชื่อโฉนดเพียงคนเดียว แล้วเคยได้โอนชื่อของตัวผู้ขายเองเข้าไปในทะเบียนบ้านหลังที่จะขายอยู่นานเกิน1 ปี  (คิดนับตั้งแต่วันที่ได้รับทรัพย์สินตัวนั้นมาจนถึงวันที่โอนกรรมสิทธิ)ก็จะได้รับการ

ยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ให้เสียเป็นอากรแสตมป์แทน

B. ถ้าผู้ขายเป็นสามีภรรยาแล้วจดทะเบียนสมรสกันแล้วใส่ชื่อลงในโฉนดทั้ง2 คน (ต้องจดทะเบียนสมรสกันก่อนได้ทรัพย์สินตัวนั้นมา)ซึ่งในทางกฎหมาย การจดทะเบียนสมรสกันถือว่าเป็นบุคคลคนเดียวกัน แล้วเคยได้โอนชื่อของทั้ง2 คน เข้าไปในทะเบียนบ้านหลังทีขายอยู่นานเกิน 1 ปี เวลาขายทรัพย์สินตัวนั้นก็จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะให้เสียเป็นอากรแสตมป์แทน

C. ถ้าผู้ขายได้รับทรัพย์สินมา โดยการขอแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก  เวลาขายทรัพย์สินชิ้นนั้นกจะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ให้เสียเป็นอากรแสตมป์แทน

หมายเหตุ ทั้งนี้ไม่รวมถึงมรดกที่เกิดจากการเขียนระบุในพินัยกรรม เพราะทางเจ้าหน้าที่ตีความหมาย

โดยการได้มาด้วยการเขียนระบุในพินัยกรรมว่า เป็นการให้โดยเสน่ห์หา เพราะว่าในตอนที่ผู้ที่เขียนทําพินัยกรรมในขณะนั้นยังคงมีชีวิตอยู่เลยต้องถือว่าเป็นการให้โดยเสน่ห์หาไม่ใช่มรดก เพราะว่าการได้มา

ด้วยการให้โดยเสน่ห์หา จะไม่ได้รับการยกเว้น ถ้าไม่ต้องการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจะต้องถือครองเกิน

 5 ปี บริบูรณ์

- การเสียอากรแสตมป์ ทางเจ้าหน้าที่จะคิด0.5% จากราคาประเมินของกรมที่ดินหรือราคาซื้อขาย ราคาตัวไหนสูงกว่าคิดตัวนั้น ทางผู้ขายจะเสียอากรแสตมป์ ก็ต่อเมื่อได้ทรัพย์สินมาถือครองเกิน 5 ปี บริบูรณ์ (ยกเว้นถ้าทางผู้ขายซื้อในนามนิติบุคคลไม่ว่าจะซื้อมาเมื่อไรก็ตามเวลาขายต้องเสียเป็นภาษีธุรกิจเฉพาะตลอด)ตัวอยางเช่นได้ทรัพย์สินมาเมื่อวันที่ 14 .. 53 ถ้าต้องการเสียเป็นอากรแสตมป์

จะต้องโอนหลังวันที่14 .. 58 หรือในกรณีที่ทางผู้ขายถือครองทรัพย์สินไม่ถึง5 ปี บริบูรณ์ แต่ทางผู้ขายมีชื่อในโฉนดเพียงคนเดียว (ถ้าในโฉนดมีชื่อตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปถือว่าเป็นคณะบุคคลจะไม่ได้รับการยกเว้นแม้ว่าจะโอนชื่อทุกคนทีอยู่ในโฉนดเข้าทะเบียนบ้านในหลังที่ขายก็ตาม) หรือเป็นสามีภรรยาแล้วจดทะเบียนสมรสกันแล้ว ได้เคยโอนชื่อเข้าไปในทะเบียนบ้านหลังที่ขายอยูเกินกว่า1 ปี หรือได้รับทรัพย์สินมาโดยการขอแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก ก็จะเสียเป็นอากรแสตมป์ แทน

หมายเหตุถ้าในกรณีที่มีชื่อในโฉนดตั้งแต่2 คนขึ้นไป แล้วได้มาไม่พร้อมกัน เช่นคนแรกได้มาตั้งแต่ 10 ปี ทีแล้ว ส่วนคนหลังพึ่งได้มาเมื่อ 3 ปี ที่ผ่านมา ก็ให้แยกกันคิด โดยคนแรกได้มาเกินกวา 5 ปี ก็เสียเป็นอากรแสตมป์ ส่วนคนหลังได้มาไมถึง5 ปี ก็ต้องเสียเป็นภาษีธุรกิจเฉพาะ โดยนําเอาราคาประเมินหรือราคาซื้อขาย ตัวไหนสูงกว่าก็นําเอาราคานั้นมาคิดหารตามสัดส่วนทีได้ระบุในโฉนด ถ้าไม่ได้ระบุในโฉนดก็ถือว่าให้การเท่าๆ กัน

ตัวอยางเช่น ราคาประเมินอยู่ที่3,000,000 บาท ราคาขายอยู่ที่ 4,000,000 บาท ตัวเลขราคาขายสูงกว่าเลยต้องเอาราคา4,000,000 มาคิด ซึ่งคนแรกเสียอากรแสตมป์ เพราะถือครองเกินกว่า5 ปี (เพราะได้มาตั้งแต่ 10 ปี ที่แล้ว)ก็เอาราคา 4,000,000 หาร 2 ก็จะได้เท่ากับ 2,000,000 เพราะถือครองกรรมสิทธิร่วมกัน 2 คน จึงได้สิทธิในการถือครองคนละครึ่งก็คือ2,000,000 ส่วนคนที่สองถือครองไมถึง 5 ปี บริบูรณ์(ได้มาแค่ 3 ปี ) ก็เลยต้อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ดังนั้นเลยต้องคิดดังนี้

คนแรก 2,000,000 x 0.5% = 10,000

คนที่สอง 2,000,000 x 3.3% = 66,000

รวมที่ต้องเสีย= 76,000

3. การเสียภาษีเงินได้ จะแบ่งออกเป็น 3 แบบ ส่วนใครจะเสียแบบไหนกขึ้นอยู่กับการได้มาของทรัพย์สินนั้นโดยทางไหน ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะคิดราคาจากราคาประเมินของกรมที่ดินอย่างเดียว (โดยไม่สนใจว่าจะซื้อขายกันเท่าไรโดยคิดตามปีที่ถือครอง เช่นได้มาเมื่อปี 2553 แล้วขายไปเมื่อปี พ..2556 ก็ให้นับตามปี ดังนี้ 2553,2554,2555 และปี 2556 รวมกันเป็นทั้งหมด4 ปี ที่ถือครอง ส่วนการการจะต้องเสียภาษีเท่าไรจำนวนเท่าไรนั้นคงต้องเปิดดูตามตารางเสียภาษีเงินได้ทั้งได้มาจากการซื้อมาหรือได้มาโดยมรดกซึ่งจะคิดตามอัตราก้าวหน้า ส่วนถ้าผู้ขายเป็นนิติบุคคลก็จะเสีย 1 เปอร์เซนต์ของราคาประเมินของกรมที่ดินหรือราคาซื้อขายตัวไหนสูงกว่าคิดตัวนั้นไม่ต้องเปิดตารางภาษี

ต้องการปรึกษาเรื่องซื้อบ้าน-ซื้อที่ดิน -ซื้อคอนโดหรือฝากขายบ้าน-ฝากขายที่ดิน-ฝากขายคอนโดหรืออสังหาฯอื่นๆ หรือต้องการสอบถามเพิ่มเติมได้ที่081-442-1251,081-565-2025

ส่วนรายละเอียดในการทำงานดูได้จากแผนบริการผู้ฝากขายบ้าน-ที่ดินhttp://www.lovethaihome.com/documents/service_plan.pdf

ยังมีทรัพย์สินที่ขายต่ำกว่าราคาประเมินของกรมที่ดินและขายต่ำกว่าราคาตลาดให้เลือกอีกมากมาย สนใจแวะเข้ามาชมได้ที่ http://www.lovethaihome.com/

 

   
   
 
 
แสดงความเห็นต่อบทความนี้
User :
Pass :
ลืมรหัสผ่าน

 
 
© Copyright 2007 SIAM-SHOP.COM All Rights Reserved.